มีเรื่องเล่าจากในกระทรวงต่างประเทศว่า ภายหลังการเลือกตั้ง นายนพดล ปัทมะ
ได้รับมอบหมายเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ
เพื่อทำภารกิจอย่างรวบรัดสามประการให้บรรลุเป้าหมายอย่างเงียบๆ

เรื่องแรกทำอย่างเงียบๆ
ขณะที่สองเรื่องหลังกลายเป็นเรื่องดังสนั่นอยู่ในความสนใจของคนไทยทั่วประเทศ
อย่างที่เจ้าตัวไม่คาดคิดมาก่อนเลย
คือเรื่องกรณีการสนับสนุนให้กัมพูชาเสนอปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
และสัมปทานแหล่งก๊าซใต้ทะเลบริเวณเกาะกงของประเทศกัมพูชา
ซึ่งอีกไม่นานก็จะรู้ว่าใครคือผู้ได้สัมปทานแหล่งก๊าซหลุมใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
มีปริมาณมากกว่าแหล่งก๊าซในอ่าวไทยถึงสิบเท่า

เรื่องแรกที่ทำอย่างเงียบๆ และประสบความสำเร็จอย่างเนียนๆ
คือไม่มีใครออกมาโวยวาย หรือโวยวายก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ
และสื่อมวลชนก็ไม่ค่อยใส่ใจ

"นั่นคือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยสร้างมาก่อน

กั้นแม่น้ำโขง มูลค่า 120,000 ล้านบาท"

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย
ได้ประกาศว่าได้ตัดสินใจดำเนินการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง
ที่บ้านกุ่ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชานี
โดยอ้างว่า เพื่อจัดหาน้ำให้ภาคเกษตร
หรือเพื่อการทำนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
ทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง
และโครงการเหล่านี้จะสร้างผลกระทบเพียงเล็กน้อย


“บัดนี้เราได้ตัดสินใจแล้ว และจะลงมือทำ” นายสมัครพูดอย่างหนักแน่น
และเลี่ยงบาลีว่า โครงการนี้ไม่ใช่เป็นการสร้างเขื่อน
แต่เป็นเพียงการสร้างฝายชะลอน้ำ หรือ “ฝายแม้ว”

ฝายแม้วที่ว่าเมื่อสร้างเสร็จจะมีขนาดใหญ่กว่าเขื่อนภูมิพล
เขื่อนใหญ่ที่สุดในประเทศถึงสามเท่า ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,872 เมกะวัตต์
มีความสูงของสันเขื่อน 115 เมตร จากระดับน้ำทะเล
เกิดพื้นที่อ่างเก็บน้ำขนาดหนึ่งแสนไร่
ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงเป็นระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตร
จากอำเภอโขงเจียมไปถึงอำเภอเขมราฐ ส่งผลกระทบกับหมู่บ้านไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง
รวมทั้งต้องขอเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ใน จ.อุบลราชธานี บางส่วนด้วย

โครงการขนาดยักษ์ที่มีมูลค่า 120,000 ล้านบาท เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรวบรัดยิ่ง
เมื่อนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์
 เพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลลาว
ในการศึกษาความเป็นได้ของการก่อสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2551 และปูทางให้กับบริษัทหนึ่งได้สัมปทาน
และต่อมาไม่นานก็มีการประกาศของรัฐบาลอนุมัติโครงการขนาดยักษ์แห่งนี้
โดยที่ประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่รู้มาก่อนเลย


เขื่อนยักษ์แห่งนี้ทำกันอย่างเงียบเชียบ
ไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชน
และที่น่าสนใจคืออภิมหาโปรเจ็คต์นี้ไม่ต้องมีการประมูล
มีเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับเกียรติครอบครองโครงการมูลค่า 120,000 ล้านบาท
คือบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยที่ขึ้นต้นเป็นชื่อประเทศแถบยุโรป

ดีลระดับแสนล้านประสบความสำเร็จอย่างเงียบๆ และเนียนๆ

ชาวบ้านที่ห่างไกลคงต้องก้มหน้ารับกรรมและเป็นผู้เสียสละต่อไป
เมื่อมีสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์แห่งใหม่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขง
ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการผลิตกระแสไฟฟ้า

ไม่มีใครรู้ว่าฝายแม้วยักษ์แห่งนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำโขงเพียงใด
 เป็นอุปสรรคขวางกั้นการเดินทางของปลาในลำน้ำโขงขนาดไหน
และอาชีพประมงของชาวบ้านแถวนั้นจะหายไป
เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นหลังการสร้างเขื่อนปากมูลหรือไม่
แต่ที่แน่นอนคือ คงจะไม่มีปลาบึกว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ทางตอนเหนือของแม่น้ำโขงอีกต่อไป

 

เขื่อนแห่งนี้ได้รับการออกแบบบันไดปลาโจนอยู่ข้างๆ เขื่อน
ด้วยความเชื่อว่าจะมีปลาในแม่น้ำโขงมาใช้บริการ ปีนบันไดปลาโจน

ทั้งๆ ที่ห่างออกไปไม่กี่สิบกิโลเมตร
บันไดปลาโจนตรงเขื่อนปากมูลที่เคยเสียเงินโฆษณานับร้อยล้านบาท
เพื่อหลอกคนทั้งประเทศ

ว่า จะเป็นเส้นทางให้ปลาว่ายทวนน้ำขึ้นไปตามลำน้ำมูลได้
แต่บัดนี้ได้ถูกทิ้งร้างเป็นอนุสรณ์ประจานความล้มเหลวของบันไดปลาโจน
เพราะแทบจะไม่มีปลาชนิดใดมาใช้บริการเลย

 

ทุกวันนี้มีโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงหลายโครงการ
แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ได้ชื่อว่ามีความหลากหลายทางพันธุ์ปลามากถึง 1,200 ชนิด
งานวิจัยของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเมื่อปี 2547
ก็ยืนยันว่าโครงการเขื่อนต่างๆ ถือเป็น
 “การคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อปลา และการประมงในแม่น้ำโขง”
และระบุว่า จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีตัวอย่างของมาตรการสัมฤทธิผลใดๆ
 ที่จะช่วยลดผลกระทบของเขื่อนที่มีต่อการประมงในภูมิภาคได้เลย
เมื่อเขื่อนมา พวกปลาหน้าโง่ก็ต้องถูกคุกคาม
เหมือนกับนกยูงหน้าโง่ 3 ตัวแห่งเขื่อนแก่งเสือเต้น

ส่วนอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ แม้ว่าจะลาออกกะทันหัน
แต่ก็ถือว่าภารกิจสามประการของนายใหญ่ที่ได้รับมอบหมายหมาย
ประสบผลสำเร็จลุล่วงจริงๆ

 

 

บทความของคุณวันชัย  ตัน  ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2551
ติดตามบทความอื่นๆได้ที่   http://www.onopen.com
อ้างอิงภาพจาก  www.talaythai.com/issue/uumphang/02.php

เป็นบทความล่าสุดของคุณวันชัย ตันค่ะ
เมื่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่า แสงจากปลายอุโมงค์ด้านหน้ายังอยู่อีกไกลมาก
เราคงต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หรือ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีไปอีกนานกันทีเดียว
อำนาจนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล  ทุกคนถึงแก่งแย่งหนักหนา
ประชาชนตาดำๆ ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอันใดเลย(เราเองก็พึ่งทราบ)

โดยส่วนตัว ไม่ได้ใส่เสื้อเหลือง  แต่ก็ยืนยันได้ว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับกลุ่มเสื้อแดง
ไม่มีริบบิ้นสีขาว ดำ เป็นสัญลักษณ์

อย่าได้หมายใจว่าเราอยู่ตรงกลางนะ
เรามันแค่คนริมชายขอบสีเทา 
อีกนิดเดียวก็จะโดนเบียดจนไม่มีที่จะยืนแล้ว
ไม่ว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะ ใครจะได้ ใครจะเสีย
มีสักคนไหมที่กล้าออกมาประกาศว่า
หลังความล่มสลายที่รออยู่เบื้องหน้า
..ฉันนี่แหล่ะจะเป็นผู้กู้ซากปรักหักพัง...

Comment

Comment:

Tweet

โอ.....อ่านแล้วเศร้าอ่ะ
คิดถึงโรงเรียนของผม ตอนนี้ก็กำลังจะไปตามแล้ว


เหอะๆๆๆๆๆๆ

#2 By ScarletA on 2008-08-19 20:37

อ่านแล้ว ก็รู้สึกไม่ดี ทำไมหนอคนเราถึงอยากยิ่งใหญ่

อยากที่จะอยู่เหนือผู้อื่น

อยากที่จะมีอำนาจบารมีโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของผู้อื่น

ทำไมไม่กลับตัวเป็นคนดี กันซะที

เวรกรรมจะตามมันแน่ในเร็ววันนี้

สบายใจเถอะsad smile sad smile sad smile sad smile

#1 By I am never die on 2008-07-30 13:30